นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน “รวมพลคนสหกรณ์ในจังหวัดเชียงราย”
25 เมษายน 2569 นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน “รวมพลคนสหกรณ์ในจังหวัดเชียงราย” โดยมี นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายคีตวุฒิ นับแสง ผู้ตรวจราชการกรม ส่วนกลาง และเขตตรวจราชการที่ 16 นายนรินทร์ศักดิ์ พนิตธรรมกูล สหกรณ์จังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์ สหกรณ์จังหวัดในพื้นที่ใกล้เคียง ผู้แทนสหกรณ์ เกษตรกรในจังหวัดเชียงราย และผู้แทนจากหน่วยงาน องค์กรภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ เข้าร่วมจำนวน 500 คน ณ ห้องประชุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเชียงราย จำกัด ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย
โอกาสนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การกำกับดูแลของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งเน้นแนวคิด “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาขับเคลื่อนภาคการเกษตรและสหกรณ์อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการตลาด พร้อมบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถของเกษตรกรไทย โดยกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนสหกรณ์ไว้ในหลายมิติ ได้แก่
ด้านที่ 1 : การยกระดับสหกรณ์ให้เป็น “องค์กรธุรกิจของชุมชน” ที่มีการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยส่งเสริมการนำหลักธรรมาภิบาลมาใช้ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพของคณะกรรมการและฝ่ายจัดการ
ด้านที่ 2 : การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสหกรณ์ ผ่านการพัฒนา องค์ความรู้ด้านการผลิต การแปรรูป และการตลาด รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร และส่งเสริมการสร้างแบรนด์ของสหกรณ์ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ด้านที่ 3 : การขับเคลื่อนสหกรณ์ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยสนับสนุนการนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการ การเชื่อมโยงข้อมูล การทำตลาดออนไลน์ และการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่
ด้านที่ 4 : การส่งเสริมการรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งในระดับพื้นที่ ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ เพื่อให้เกิดพลังในการต่อรอง การแบ่งปันทรัพยากร และการพัฒนาอย่างบูรณาการ
ด้านที่ 5 : การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่และผู้นำสหกรณ์ ให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะที่สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่ สามารถนำพาองค์กรสหกรณ์ให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลง และประการสำคัญคือการขับเคลื่อนสหกรณ์ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจ BCG (เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว) เพื่อให้การพัฒนาเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และสร้างความยั่งยืนให้กับภาคการเกษตรในระยะยาว
“กระทรวงเกษตรฯ จะใช้ “ระบบสหกรณ์” เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคการเกษตรของจังหวัดเชียงราย โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาสหกรณ์ให้เป็นองค์กรธุรกิจของชุมชนที่เข้มแข็ง โปร่งใส และแข่งขันได้ ทั้งการเพิ่มมูลค่าสินค้า การสร้างแบรนด์ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการพัฒนาธุรกิจของสหกรณ์ในด้านต่าง ๆ รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้มีศักยภาพและเข้ามาเป็นกำลังสำคัญของขบวนการสหกรณ์ เพื่อให้ภาคการเกษตรของไทยเติบโตอย่างมั่นคง โดยมีกลไกระบบสหกรณ์เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและปฏิรูปภาคการเกษตรของประเทศ” รมช.ปิยะรัฐชย์ กล่าว
นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวถึงมาตรการเร่งด่วนที่สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ดำเนินการขับเคลื่อนในช่วงสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ขบวนการสหกรณ์ โดยมีมาตรการ ดังนี้
1. การส่งเสริมสหกรณ์ผลิตปุ๋ยใช้เอง โดยเฉพาะการทำปุ๋ยผสมใช้เองตามค่าการวิเคราะห์ดิน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์/ปุ๋ยชีวภาพจากน้ำนมดิบ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และช่วยลดต้นทุนของสมาชิก เพิ่มประสิทธิภาพการเจริญเติบโตของพืช
2. บริหารธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงของสหกรณ์ โดยขอความร่วมมือสหกรณ์ที่มีสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง วางแผนการจัดหาน้ำมันเพื่อให้บริการสมาชิกเพียงพอต่อความต้องการ โดยให้บริการสมาชิกก่อนลูกค้าอื่น ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าเกษตรกรจะมีเชื้อเพลิงเพียงพอต่อการทำการเกษตร และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิง และไฟฟ้า พร้อมสนับสนุนเงินกู้กองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) ให้แก่สหกรณ์ เพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์และโซล่าร์รูฟท็อป สำหรับใช้ในอุปกรณ์การเกษตรและระบบสูบน้ำ เพื่อลดต้นทุนการใช้พลังงานน้ำมันเชื้อเพลิง
3. สนับสนุนเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) กรอบวงเงิน 2,800 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง เสริมสภาพคล่อง ลดต้นทุนสมาชิก กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยธุรกิจสหกรณ์ รวมทั้งผ่อนผันและขยายเวลาชำระหนี้ให้กับสหกรณ์ที่กู้เงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) และได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง
4. ยกระดับการกระจายสินค้าสหกรณ์ทั่วประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาผลผลิตล้นตลาด สร้างอำนาจต่อรองและเชื่อมโยงสินค้าตรงสู่ผู้บริโภค ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยพัฒนาการคัดแยก แปรรูปและสร้างแบรนด์สินค้าสหกรณ์ การใช้ระบบดิจิทัลบริหารคลังสินค้า การตรวจสอบย้อนกลับเพื่อสร้างความโปร่งใส แม่นยำ และเพิ่มทักษะของฝ่ายจัดการ การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดระยะเวลาการทำงาน รวมทั้งสร้างโมเดลการเชื่อมโยงเครือข่าย Cooperative Distribution Center (CDC) ระดับจังหวัด/ระดับภาค เพื่อเป็นจุดกระจายสินค้าสหกรณ์
สำหรับการจัดงาน “รวมพลคนสหกรณ์ในจังหวัดเชียงราย” นับเป็นกลไกสำคัญในการเปิดเวทีให้เกิดการถ่ายทอดนโยบาย ทิศทาง และมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐไปสู่สหกรณ์และเกษตรกรอย่างทั่วถึง ชัดเจน และเข้าใจง่าย อันจะนำไปสู่การปฏิบัติที่สอดคล้องกับแนวนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังเป็นการรวมพลังของขบวนการสหกรณ์เสริมสร้างความเข้มแข็ง แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ ตลอดจนแสดงศักยภาพของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคงและยั่งยืน
ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนับสนุนอุปกรณ์การตลาดเพื่อยกระดับศักยภาพสถาบันเกษตรกรให้เป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรแบบครบวงจร โดยมอบให้กับสหกรณ์ภาคการเกษตร จำนวน 4 แห่ง รวมมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท ประกอบด้วย
1) สหกรณ์ประมงพาน จำกัด ได้รับ ใบพัดตีน้ำชุด 12 ใบพัด 6 ชุด, แผงโซลาร์เซลล์พร้อมชุดควบคุมและค่าติดตั้ง ขนาดไม่น้อยกว่า 3,000 วัตต์ 6 ชุด และเครื่องให้อาหารปลา auto feed ขนาดไม่น้อยกว่า 100 ก. 2 เครื่อง รวมมูลค่าทั้งสิ้น 498,700 บาท
2) สหกรณ์การเกษตรพญาเม็งราย จำกัด ได้รับ ลานตาก 4,525 ตารางเมตร มูลค่า 1,371,500 บาท
3) สหกรณ์การเกษตรเมืองพาน จำกัด ได้รับรถบรรทุก 6 ล้อ ขนาดไม่น้อยกว่า 210 แรงม้าพร้อมกระบะดัมพ์เกษตร มูลค่า 1,449,000 บาท
4) สหกรณ์การเกษตรแม่สรวย จำกัด ได้รับ ลานตาก 6,708 ตารางเมตร มูลค่า 2,033,200 บาท
รวมทั้งมอบเงินตามมาตรการช่วยเหลือและฟื้นฟูเยียวยาสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ปี 2567 โดยช่วยเหลือด้านทรัพย์สินของสหกรณ์ที่ได้รับผลกระทบในการดำเนินธุรกิจรวบรวมผลผลิตทางการเกษตร จำนวน 1 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรหงาวตับเต่า จำกัด เป็นเงิน 603,562 บาท
